วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Moulin Rouge


Moulin Rouge (French pronunciation: [mulɛ̃ ʁuʒ], Red Mill) is a cabaret built in 1889 by Joseph Oller, who also owned the Paris Olympia. Close to Montmartre in the Paris red-light district of Pigalle on Boulevard de Clichy in the 18th arrondissement, it is marked by the red windmill on its roof. The closest métro station is Blanche.
The Moulin Rouge is best known as the spiritual birthplace of the modern form of the can-can dance. Originally introduced as a seductive dance by the courtesans who operated from the site, the can-can dance revue evolved into a form of entertainment of its own and led to the introduction of cabarets across Europe. Today the Moulin Rouge is a tourist destination, offering musical dance entertainment for visitors from around the world. Much of the romance of turn-of-the-century France is still present in the club's decor.

History

The venue was built in 1889 by Joseph Oller, who also owned the Paris Olympia. In the early days of the Moulin Rouge, courtesans first adapted the can-can, which had hitherto been known as a respectable, working-class party dance, to entertain the male clientele. The dance was usually performed individually, with courtesans moving in an energetic and provocative way in an attempt to seduce potential clients. It was common for them to lift their skirts and reveal their legs, underwear and occasionally the genitals,and as time progressed can-cans seen at the Moulin Rouge became increasingly vulgar and overtly erotic, causing much public outrage.
Later however, with the rising popularity of music hall entertainment in Europe, courtesans were no longer required at the Moulin Rouge and it became a legitimate nightclub. The modern can-can was born as dancers (many of them failed ballet dancers with exceptional skill) were introduced to entertain the guests. The can-can that we recognise today comes directly from this period and, as the vulgarity of the dance lessened, it became renowned for its athletic and acrobatic tricks.
The Moulin Rouge lost much of its former reputation as a 'high-class brothel' and it soon became fashionable for French society to visit and see the spectacular cabarets, which have included a can-can ever since. The dance is recognisable for the long skirts with heavily frilled undergarments that the dancers wear, high kicks, hops in a circle whilst holding the other leg in the air, splits, cartwheels and other acrobatic tricks, normally accompanied by squeals and shrieks. Whilst the dance became less crude, the choreography has always tended to be a little risqué and somewhat provocative.
The People's Almanac credited the origin of striptease as we know it to an act in 1890s Paris in which the performer gradually removes her clothing for the purposes of sexually arousing the audience, usually performed in nightclubs. The " teasing" involves the slowness of undressing, while the audience is eager to see more nudity. Delay tactics include additional clothes under clothes being removed, putting clothes or hands in front of just undressed body parts, etc. Emphasis is on the act of undressing, not on the state of being undressed: in some cases the performance is finished as soon as the undressing is finished.
At this time Parisian shows such as the Moulin Rouge and Folies Bergère pioneered semi-nude dancing and tableaux vivants. One landmark was the appearance at the Moulin Rouge in 1907 of an actress called Germaine Aymos who entered dressed only in three very small shells.
Andrey Bely wrote in his 1906 letter to Alexander Blok about the 'Tavern of Hell' at Moulin Rouge, where lackeys were dressed as devils:
Sometimes I would venture from my sepulchre to the jazz of night Paris, where having gathered the colours, I would think them over in front of the fire. I could be seen walking through a funeral corridor of my house and descending down a black spiral of steep stairs; rushing underground to Montmartre, all impatience to see the fiery rubies of the Moulin Rouge cross. I wandered thereabouts, then bought a ticket to watch frenzied delirium of feathers, vulgar painted lips, and eyelashes of black and blue.

Henri de Toulouse-Lautrec painted numerous posters and scenes of night life at the Moulin Rouge.
Naked feet, and thighs, and arms, and breasts were being flung on me from bloody-red foam of translucent clothes. The tuxedoed goatees and crooked noses in white vests and toppers would line the hall, with their hands posed on canes. Then I found myself in a pub, where the liqueurs were served on a coffin (not a table) by the nickering devil: "Drink it, you wretched!" Having drunk, I returned under the black sky split by the flaming vanes, which the radiant needles of my eyelashes cross-hatched. In front of my nose a stream of bowler hats and black veils was still pulsing, foamy with bluish green and warm orange of feathers worn by the night beauties: to me they were all one, as I had to narrow my eyes for insupportable radiance of electric lamps, whose hectic fires would be dancing beneath my nervous eyelids for many a night to come.
Digital 5.1 surround sound originated in 1987 at The Moulin Rouge, created by a French engineer Dominique Bertrand. To achieve this system, in 1985 a dedicated mixing console had to be designed in cooperation with Solid State Logic, based on their 5000 series, and dedicated speakers in cooperation with APG. The console included ABCDEF channels. Respectively: A left, B right, C centre, D left rear, E right rear, F bass. The engineer had already developed a similar 3.1 system in 1973, for use at the official International Summit of Francophone States, in Dakar, Senegal.
Notable performers at the Moulin Rouge have included Ella Fitzgerald, Liza Minnelli, La Toya Jackson, Elton John, La Goulue, Josephine Baker, Frank Sinatra, Yvette Guilbert, Jane Avril, Mistinguett, Le Pétomane, Édith Piaf and others

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"เดดซี" ทะเลที่ไม่มีวันจม


ชาวอาหรับจะเรียกทะเลสาบเดดซีว่า"อัลบาห์รัลไมยิต" ซึ่งหมายความว่า ทะเลแห่งความตายเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ ขณะที่ ภาษาฮีบรูเรียกทะเลสาบนี้ว่า "ยัมฮาเมละฮ์" ซึ่งหมายความว่า ทะเลเกลือ ทะเลสาบเดดซี ตั้งอยู่พรรมแดดนระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน เป็นทะเลสาบที่มีความเค็มที่สุดในโลก เค็มกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า มีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกด้วย

ทะเลสาบเดดซี เป็นจุดหมายปลายทางของผู้หลงใหลในการเดินทางจากทั่วโลก เป็นทะเลที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่ได้ ทำให้ทะเลนี้ได้ชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความตายนั่นเอง เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีความเข้มข้นของเกลือมาก ปลาหรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ไม่ยสามารถอาศัยอยู่ได้เลย ยกเว้นพวกแบคทีเรียและพวกพืชขนาดเล็กมากอย่างเห็ดราเท่านั้น เล่ากันว่า บางครั้งที่ปลาน้อยปลาใหญ่จากแม่น้ำจอร์แดนหลงว่ายเข้ามาบ้าง แต่พวกมันก็ตายทันทีที่เข้ามาถึงทะเลแห่งนี้ สำหรับสาเหตุที่เราไม่จมในทะเลสาบเดดซีก็เป็นเพราะน้ำในทะเลซึ่งมีเกลือละลายอยู่ในน้ำถึง 25% ทำให้น้ำในทะเลเดดซี มีความหนาแน่นมาก คนที่ลงไปเล่นน้ำในทะเลสาบแห่งนี้จะไม่มีวันจมน้ำ ไม่ว่าจะตัวเราจะอ้วนหรือหนักขนาดไหนก็ยังความหนแน่นน้อยกว่าน้ำของทะเลสาบอยู่ดี ขณะที่ทะเลสาบอื่นๆ โดยทั่วไปจะมีเกลือละลายอยู่ในน้ำ 4% - 6% เท่านั้น ทั้งนี้ ทราบกันดีตามหลักฟิสิกส์ที่ว่า วัตถุที่จะจมน้ำนั้นต้องมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ สำหรับสาเหตุที่ทำให้น้ำในทะเลสาบเดดซีมีความเค็มมาก เกิดจากน้ำที่ไหลมาจากลำธารในประเทศจอร์แดน ที่มีส่วนประสมของโซเดียมและแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านล่างของทะเลสาบ และเนื่องจากทำเลที่ตั้งของเดดซีอยู่ในทะเลทรายซึ่งมีฝนตกน้อยมาก อากาศร้อน บางฤดูร้อนอากาศเคยร้อนถึง 51 องศาเซลเซียส อากาศร้อนอย่างนี้ทำให้น้ำ ในทะเลระเหยกลายเป็นไอในปริมาณมากกว่าน้ำในแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลเข้ามาชดเชย ทำให้น้ำในทะเลเดดซีเค็มมา

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เรื่องเด็ดๆ ในประเทศญี่ปุ่น ลองมาดูกันซิว่าจ๊ะว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ในเมืองไทยเราไม่มี

1. ที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะถนนจะโล่งแค่ไหน หรือจะเป็นตอนดึกที่ถนนว่างไม่มีรถซักคันแค่ไหน คน ญี่ปุ่นจะไม่ข้ามถนนเลย แต่จะเดินไปจนเจอ ทางม้าลายและรอไฟเขียวให้คนข้ามถึงจะข้าม (เป็น ระเบียบสุดยอดเลย)
2. การให้บริการลูกค้าใน ญี่ปุ่นเน้นเรื่อง Service Mind เป็นอย่างมาก หาก ไปญี่ปุ่นแล้วมีโอกาสไปห้างสรรพสินค้าหรือตามร้านต่างๆ ก็ จะได้รับการบริการเหมือนเป็นพระเจ้าเลยล่ะ หลังจากซื้อของเสร็จ พนักงานจะคอยยืนส่งลูกค้าไปจนลับสายตา เพราะ ถือว่าหากลูกค้ามองกลับมาแล้วไม่เจอพนักงาน จะถือว่าเสียมารยาท
3. คนญี่ปุ่นมีอัตราการ ฆ่าตัวตายต่อปีที่สูง หนึ่งในวิธียอดนิยมคือ การกระโดดให้รถไฟทับตาย แต่ รู้มั้ยว่าถ้าหากกระโดดให้รถไฟทับตาย พ่อแม่ญาติพี่น้องจะต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนที่แพงมหาศาล เพราะ ถือว่าทำความเดือดร้อนให้กับบริษัทรถไฟที่ต้องหยุดวิ่ง เพื่อทำความสะอาดรางและรถไฟ และ ต้องสูญเสียรายได้ (จะตายทั้งที ก็อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนนะ ทางที่ดีอย่าตายดีกว่า)
4.ห้ามฟังเพลงจากหูฟัง ในขณะที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยาน เพราะ ทำให้สมรรถภาพการขับขี่ลดลง ถ้าตำรวจพบ จะถูกปรับ
5. รวมถึงการซ้อนจักรยาน ถึงจักรยานจะมีเบาะให้ซ้อน ก็ห้ามซ้อน เพราะตำรวจอาจเรียกได้เบาะซ้อนมีไว้วางของ ยกเว้นเด็กเล็กที่ซ้อนได้ แต่ต้องนั่งเบาะพิเศษของเด็ก (หนุ่ม สาว อดซ้อนสวีทกันเลยล่ะสิ)
6.ที่ญี่ปุ่นไม่มีหมา จรจัด มีแต่แมวจรจัด ซึ่งก็มีน้อยมากๆ เพราะ หมาจรจัด หรือที่ถูกทอดทิ้ง จะถูกเทศบาลจับไปหมด ได้ ยินว่าถูกเอาไปฆ่าด้วย สงสารน้องหมาอ่ะ T^T อ่านต่อ

7. ถ้าลืมของไว้ที่ร้านอาหารหรือข้างทาง ไม่ต้องกลัวว่าจะหาย สอง วันผ่านไปมันจะยังคงอยู่ที่เดิม (หรือทางร้านจะเก็บ ไว้ให้) เพราะ ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจ ถ้าไปญี่ปุ่นแล้ว เห็นมีหมวก ผ้าพันคอ กระเป๋า แขวนตามต้นไม้ เพราะ คนที่เก็บได้เขาจะนำมาแขวนไว้ใกล้ๆกับที่มีคนทำตก เพื่อ ให้เจ้าของกลับมาตามหาเจอ (ที่ไทย สองวินาทีหายเรียบ 5555 )
8. ของแฮนด์เมดที่ ญี่ปุ่น ราคาแพงมากกกกกกกกกก คน จะยกย่องและฮือฮามาก ถ้าคุณทำของแฮนด์เม ดได้ เพราะถือว่ามีฝีมือสุดยอด
9. คนท้องจะมีแท็กจากโรง พยาบาลให้พกติดตัวไว้ตลอดเวลาทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เพื่อ ที่คนอื่นจะได้รู้ว่าคนนี้ท้อง และจะได้บริการให้เป็นพิเศษ เช่น ลุกให้นั่งบนรถไฟใต้ดิน (เพราะบางคนก็อ้วนไง)
10. ห้องพักตามอพาร์ทเมนท์ คอนโด และโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่น จะไม่มีห้องหมายเลข 4 เพราะ ถือว่าเป็นตัวเลขอัปมงคล เพราะอ่านออกเสียงพ้องกับคำที่แปลว่า ตาย
11. ร้านอาหารที่ญี่ปุ่น ไม่อนุญาตให้นำอาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านอื่นมา ทานในร้าน แม้ กระทั่งน้ำเปล่าจาก 7-11
12. 7-11 หรือร้านสะดวกซื้อ อื่นๆ มีห้องน้ำให้เข้าฟรี (ดีจัง)
13. เวลาทิ้งขยะที่เป็น ขวดกล่องน้ำหรือนม จะ ต้องล้างขวดหรือกล่องนั้นให้สะอาดก่อนแล้วค่อยทิ้ง เพราะ หากทิ้งลงไปทั้งอย่างนั้น ของข้างในอาจบูดเน่าและส่งกลิ่นเหม็น(สุดยอดๆ)
14. สามารถยืนอ่านหนังสือ โป๊หรือการ์ตูนโป๊ได้แจ่มๆ ไม่ มีใครมองด้วยสายตาแปลกประหลาด (555555 จะดีเหรอ)
โอ้..... ไม่มียางอายกันแล้วท่าน
15. ผู้ชายญี่ปุ่นแทบทุก คน ชอบกันคิ้ว เพราะผู้ชายที่นี่รักสวยรักงามไม่แพ้ผู้หญิง ถ้า ไปทำผมในร้านเสริมสวย ช่างทำผมจะถามแน่นอน ว่าจะกันคิ้วเพิ่มด้วยมั้ยอ่านต่อ :

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Elton john


ชื่อจริง Reginald Kenneth Dwight

วันเกิด 25 มีนาคม ค.ศ. 1947

แหล่งกำเนิด ลอนดอน,อังกฤษ

แนวเพลง ป็อป,เปียโน-ร็อก,ร็อก

อาชีพ นักร้อง,นักดนตรี,นักแต่งเพลง

ปี ค.ศ. 1967 - ปัจจุบัน

เว็บไซต์ eltonjohn.com


เซอร์เอลตัน จอห์น เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1947 เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง ชาวอังกฤษ เอลตัน จอห์นอยู่ในวงการเพลงมานาน 4 ทศวรรษ ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงยุค 70 มียอดขายรวม 250 ล้านชุด มีเพลง Top 40 ในอเมริกามากกว่า 50 เพลงรวมถึงมีอัลบั้มอันดับ 1 เจ็ดอัลบั้มติดต่อกัน มีเพลงติด Top 40 23 เพลง, มีเพลงติด Top 10 16 เพลง และเพลงอันดับ 1 หกเพลงเพลงดังที่เป็นที่รู้จักอย่าง ยัวร์ ซอง (your song) และเพลงประกอบภาพยนตร์ ?ไลออน คิง? ล่าสุดเอลตันจอห์นได้ เข้าพิธีวิวาห์กับนาย ?เดวิด เฟอร์นิช? แฟนหนุ่มนักสร้างภาพยนตร์ชาวแคนาดา วัย 43 ปี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2548 หลังอังกฤษเปิดโอกาส ให้คู่รักร่วมเพศจดทะเบียนรับรอง การครองชีวิตคู่ได้ตามกฎหมาย ?ซีวิล พาร์ตเนอร์ชิป? ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 5 ธ.ค.ปี 1997 เอลตัน จอห์น ได้ดัดแปลงเนื้อร้องของเพลง "Candle in the Wind" เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับการจากไปของเจ้าหญิงไดอานา เขาได้แสดงเพลงนี้ในพิธีศพของเจ้าหญิง ณ วิหารเวสต์มินสเตอร์ หลังจากนั้น ซิงเกิ้ลเพลง "Candle in the Wind 1997" ได้กลายเป็นซิงเกิ้ลที่ทำยอดขายได้เร็วที่สุดตลอดกาลด้วยยอดขายกว่า 30 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก รายได้ประมาณ 55 ล้านปอนด์จากการขายซิงเกิ้ลนี้ได้มอบให้กับกองทุน Diana, Princess of Wales Memorial Fund นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลแกรมมี่สาขา Best Male Pop Vocal Performance จากซิงเกิ้ลนี้อีกด้วย เอลตัน จอห์น ได้รับการจารึกชื่อไว้ในหอเกียรติยศศิลปินร็อกแอนด์โรลในปี 1994 ซึ่งเป็นปีแรกที่เขาได้รับการเสนอชื่อ 2 รางวัล


รางวัลและเกียรติยศ

เมื่อปี 1992 เขากับเบอร์นี่ ทอพินก็ได้รับการจารึกชื่อไว้ในหอเกียรติยศนักแต่งเพลง ในปี 1995 Elton John ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งสหราชอาณาจักร และในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1998 สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นอัศวิน อีกทั้งยังทรงพระราชทานยศให้เขาเป็นท่านเซอร์ ในวันที่ 9 ตุลาคม 2006 บริษัทวอลต์ ดีสนีย์ได้ประกาศให้ Elton John เป็นตำนานแห่งดีสนีย์ ซึ่งเป็นเกียรประวัติสูงสุดที่ทางดีสนีย์มอบให้เขาในฐานะที่เขาได้สร้างผลงานเพลงเลื่องชื่อมากมายให้กับภาพยนตร์และงานละครของดีสนีย์ เอลตัน จอห์น พิชิตบัลลังก์เพลงป็อปมาไว้ในมือได้แล้ว 2 รางวัล

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Aerogel แอโรเจล

Aerogel แอโรเจล คือ วัสดุที่มีคุณสมบัติดีเลิศในหลายๆด้าน มีลักษณะเป็นของแข็งกึ่งโปร่งแสง น้ำหนักเบา และเป็นฉนวนความร้อนที่ยิ่งยวด มีความพรุนสูง
การผลิต แอโรเจล มีหลัการอย่างไร

หลักการผลิตแอโรเจล คือ ทำการแทนที่ของเหลวในเจลด้วยแก็ส ทำการอบให้แห้งโดยไม่ให้เกิดการหดตัว( Shrinkage )
วิธีการผลิต ( พูดแบบภาษาชาวบ้าน ) มีดังนี้
สร้างเจล(วุ้น) โดยการผสม แอลกอฮอล์ กับ ซิลิกา
ขั้นตอนที่ยากคือขั้นตอนต่อจากนี้ คือ การอบซิลิกาเจลให้แห้ง โดยไม่เกิดการหดตัว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอยู่ภายใต้เงือนไข ที่เรียกว่า การแห้งวิกฤตยิ่งยวด( Supercritical drying ) คือต้องกระทำภายใต้อุณหภูมิ และความดันที่สูงมาก จึงจะทำให้ของเหลวภายในเจลถูกขจัดออกโดยที่ เจลไม่เสียรูป

คุณสมบัติ อันดีเลิศ ของ แอโรเจล( Aerogel )

เป็นของแข็งที่อยู่ในสภาพกึ่งโปร่งแสง
เมื่อสัมผัสจะให้ความรู้สึกเหมือนสัมผัส โฟม
เป็น ของแข็งที่เบาที่สุดในโลก ด้วยความหนาแน่นเพียง 0.08 กรัม/ลูกบาศก์เซ็นติเมตร ( น้อยกว่าน้ำ 12.5 เท่า )
เป็นฉนวนกันความร้อนที่ยิ่งยวดคือมีค่านำความร้อน ระหว่าง 0.03 W/m·K ถึง 0.004 W/m·K
เนื่องจากมีอากาศเป็นสี่งประกอบถึง 96% ทำให้เป็นวัสดุที่มีความพรุนสูง จึงน้ำไปใช้เป็นวัสดุดักจับอนุภาค ใน อวกาศ
รับแรงอัดได้ดีเยี่ยม คือแบกสิ่งของที่หนัก 2,500 กรัม โดยใช้แอโรเจลหนักเพียง 2 กรัม (1,250 เท่า )
มีคุณสมบัติในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้ดีเยี่ยม
แต่ข้อเสียของแอโรเจลคือ ไม่สามารถต้านทานแรงดัด

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

น้ำตกทีลอซู


น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ห่างจากที่ทำการเขตฯ 3 กิโลเมตร ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย[ต้องการอ้างอิง]ตามความจริงต้องออกเสียงว่า "ทีลอชู" และเป็นคำนามในภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "น้ำตก" ชื่อ "ทีลอซู" เป็นความพยายามแปลความหมายทีละคำ โดย "ที" หรือ "ทิ" แปลว่า "น้ำ" "ลอ" หรือ "ล่อ" แปลว่า "ตก" แต่ "ชู" ไม่มีความหมายใกล้เคียง ดังนั้น จึงมีความพยายามทำให้เป็นคำที่มีความหมาย เนื่องจาก "ซู" แปลว่า "ดำ" จึงนำไปสู่การเรียกว่า "ทีลอซู" และแปลว่า "น้ำตกดำ"ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงาม และมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่เป็นช่วงที่ทางรถเข้าน้ำตกปิด เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทางและถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ได้ โดยการซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางและเดินป่าอีกราว 12 กม.แต่หากมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว - ฤดูร้อนระหว่าง 1 ธ.ค. - 31 พ.ค. ก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเที่ยวแบบไปกลับหรือพักค้างแรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้น้ำตกทีลอซู เป็นหนึ่งในเก้าตะวัน ตามโครงการมหัศจรรย์เมืองไทย 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน โดยมีจุดเด่นคือ "มหัศจรรย์รุ้งกินน้ำที่น้ำตกทีลอซู"



ประวัติ น้ำตกทีลอซู

ทีลอซู ได้รับการค้นพบโดยพรานชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาล่าสัตว์ ก่อนที่ ตชด.ได้บินเข้ามาสำรวจในพื้นที่และได้พบน้ำตกทีลอชู ต่อมากรมป่าไม้จะประกาศให้บริเวณนี้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และหลังจากปี พ.ศ. 2528 ที่ อ. ปรีชา อินทวงศ์ พาบุคลากรของนิตยสารท่องเที่ยวแคมปิง เข้าไปสำรวจ น้ำตกทีลอซู ก็เป็นที่รู้จักและเป็นที่ท้าทายของนักเดินทาง "ทีลอซู" หรือออกเสียงตามภาษาภาษาปะก่าหญอว่า "ที-หล่อ-ชู" ที แปลว่า น้ำ, หล่อ แปลว่า ไหล และ ชู แปลว่า ทิ้มแทง (หล่อ-ชู เป็น กิริยา หมายถึง การไหลลงมาอย่างแรงของน้ำปะทะกับพื้นเบื้องล่าง) ดังนั้นจึงแปลว่าน้ำตก (บางท่านบอกว่าแปลว่า น้ำตกดำ คำว่า "ดำ" ไม่ได้ออกเสียงว่า ซู แต่ออกเสียงคล้ายๆกัน ไม่รู้จะเขียนเป็นอักษรไทยอย่างไร เพราะเสียงนี้ไม่มีในภาษาไทย ต้องออกเสียงให้ฟังนะครับ ถึงจะแยกความแตกต่างได้) น้ำตกนี้ซ่อนอยู่ในหลืบผาอันกว้างใหญ่ สายน้ำเกิดจากห้วยกล้อทอซึ่งมีแดนกำเนิดอยู่บนดอยผะวี แล้วไหลลงแม่น้ำแม่กลองที่ ต. แม่ละมุ้ง อ. อุ้มผางการค้นพบที่กล่าวถึงเป็นการพบของคนไทย จากงานของ ประชา แม่จัน ในหนังสือ "อุ้มผาง เบื้องหลังธรรมชาติ" [2] เขียนถึง บริเวณที่ตั้งแคมป์ทีลอชู เป็นบ้านเก่าชาวปกากะญอ (กะเหรี่ยง) เรียกว่า "ว่าชื่อคี" บริเวณที่จอดรถเป็นที่นาเก่าของชาวบ้านที่นี่ การที่เป็นบ้านร้างเพราะชาวบ้านบางส่วนได้ย้ายไปอยู่บ้านโขะทะเพื่อเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เหลือย้ายเข้ามาอยู่กับฝ่ายรัฐบาล ดังนั้น ชาวปกากะญอที่นี่รู้จักน้ำตกทีลอชูมาช้านานแล้ว




สิ่งที่น่าสนใจ

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กม.ก่อนถึงน้ำตกจะผ่านป่าไผ่และป่าเบญจพรรณ มีดอกกระเจียวขึ้นตามพื้นป่าระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติและพืชพันธุ์ตามจุดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา เมื่อถึงบริเวณน้ำตก จะเห็นละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วโขดหินเบื้องล่าง มองเห็นธารน้ำตกลงมาจากผาหินปูนซึ่งอยู่สูงประมาณ300ม. ตามแนวกว้างกว่า500 ม. ท่ามกลางป่าครึ้ม อาจแบ่งธารน้ำตกได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มด้านซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าหาน้ำตก) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดสูงที่สุด และเป็นด้านที่สวยที่สุด มีธารน้ำตกหลายสายไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นเชิง ส่วนกลุ่มตรงกลาง สายน้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันใกล้เคียงกบกลุ่มซ้ายมือแต่ไม่เป็นชั้นและแคบกว่า ส่วนหลุ่มทางขวามือ มีสายน้ำตกมากและหน้าผาเตี้ยกว่าสองกลุ่มแรก เมื่อมองทั้งสามกลุ่มรวมกันจะเห็น น้ำตกทีลอซู ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม บริเวณด้านล่างมีทางเดินไปยังจุดชมวิวทิวทัศน์บนยอดเขาฝั่งตรงกันข้าม เป็นจุดที่มองเห็น น้ำตกทีลอซู ได้สวยงามและชัดเจนขึ้น ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 2 ชม.

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

ปริศนาภาพวาดโมนา ลิซ่า (Mona Lisa)


ปริศนาภาพวาดโมนา ลิซ่า (Mona Lisa) โมนาลิซ่า รูปภาพที่เลื่องชื่อกว่า 500 ปีมากแล้วกับคำถามที่ว่า โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) นั่นเป็นใคร ซึ่งยังเป็นปริศนา และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนและแน่นอน ว่าบุคคลในภาพเขียนของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี่ (Leonardo da vin Ci 1452-1519) คือใครกันแน่ ภาพนี้วาดขึ้นราวๆ ค.ศ. 1503-1506 โดยแฝงรอยยิ้มที่ลึกลับ น่าเคลือบแคลง ไปด้วยปริศนามากมายลงบนใบหน้าของ โมนา ลิซ่า ให้ผู้คนได้นึกคิด จินตนาการกันไปต่างๆ นานา ยาวนานถึง 5 ศตวรรษ จวบจนกระทั่งปัจจุบัน คำถามที่ผู้คนสงสัย และได้ค้นคว้าหาคำตอบกันอย่างมากมาย ก็คือ โมนา ลิซ่า คือใคร? ตามคำบอกเล่าของ "จิออร์โอ วาซารี" (Giorgio Vasari 1511-1574) จิตรกร สถาปนิก และ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะในสมัยนั้น เขากล่าวไว้ว่า โมนา ลิซ่า ก็คือภรรยาของ ฟรานเชสโก เดล จิโอกอนโด ซึ่งเป็นพ่อค้าไหมที่มั่งคั่งแห่ง เมืองฟลอเรนซ์ ขณะที่ ดาวินซี่ เขียนภาพนี้ซึ่งได้ใช้เวลานานถึง 4 ปี เขาได้ไปว่าจ้าง นักร้อง นักดนตรี และตัวตลกมาให้ความบันเทิงแก่หญิงงามผู้เป็นแบบของ ภาพเขียน เพื่อให้เธอมีรอยยิ้มที่ปราศจากความเศร้าหมอง อย่างไรก็ตามจากคำ บรรยายของ วาซารี ก็เป็นเพียงข้อมูลจากผู้ที่ไม่เคยเห็นภาพเขียนนี้ของ ลีโอนาร์โด แต่อย่างใด จากหลักฐานอีกแหล่งหนึ่งจาก "อันโตนิโอ เดอ เบอาทิส" ผู้บันทึกปากคำของ ลีโอนาร์โดใน ค.ศ. 1517 ว่าผู้เป็นแบบในภาพคือสตรีชาว ฟลอเรนซ์ และ จูลีอาโน เดอ เมดิซี่ เป็นผู้ว่าจ้างให้เขียนภาพนี้ จากการที่ ไม่มีหลักฐานปรากฎที่แน่ชัดว่า ใครเป็นแบบให้กับ ลีโอนาร์โดวาดภาพนี้ จึงทำให้มีการตั้งข้อสันนิษฐานกันไป ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะ -เป็น บุคคลใน ภาพอาจเป็น คอนสตันซ่า คาวารอส หรืออาจจะเป็น อิสซาเบลลา เดสเต ผู้อื้อฉาว หรืออาจเป็นภรรยาลับของ จูลีอาโน เดอ เมดิซี่ ทั้งนี้ ก็เพราะได้ปรากฎว่า มีโมนา ลิซ่า (เปลือย) หลายภาพในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็น ที่โด่งดังมากกับภาพเปลือยของสาวผู้นี้ นอกจากนี้จากการที่ลีโอนาร์โดเองมีชื่อที่ถูกกล่าวขานกันว่าเขาเป็นพวก รักร่วมเพศ จึงเกิดการสันนิษฐานว่า โมนา ลิซ่า ไม่ใช่ผู้หญิงแต่เป็นภาพเหมือนจำแลง เพศของเด็กหนุ่มรูปงามคนใดคนหนึ่ง ซึ่งศิลปินมักเลี้ยงไว้ติดสอยห้อยตามในสตูดิโอ บ้างก็มีการนำภาพเหมือนของ ลีโอนาร์โดมามาเปรียบเทียบกับภาพของ โมนา ลิซ่า แล้วก็สรุปเอาดื้อๆว่าภาพเขียนอันลือชื่อนี้แท้ที่จริงคือ ภาพของ ลีโอนาร์โด ดาวิน ซี่ เองที่แปลงกาย แต่งตัวเป็นสตรีเพศ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่สนับสนุนทฤษีนี้ยังกล่าวเสริม ต่อไปว่า ลายปักขดเชือกที่รอบคอเสื้อของ โมนา ลิซ่า คือลายเซ็นลับของ ดาวินซี่เอง เพราะในภาษาอิตาเลี่ยนคำว่า "ขดเชือก" จะตรงกับคำว่า "วินชีเร่" (Vincire) แม้ว่าบุคคลในภาพ โมนา ลิซ่า ยังเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ครอบครองภาพนี้ยังพอมีข้อมูลอยู่บ้าง นั่นก็คือ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ลีโอนาร์โด ไม่ยอมพรากจากภาพเขียนนี้ และเขาได้นำติดตัวพร้อมกับทรัพย์สินสินมีค่าอื่นๆที่เขารัก หวงแหน ออกจากกรุงโรมเมื่อครั้งเดินทางมาที่ฝรั่งเศสเพื่อเป็นศิลปินแห่งราชสำนักของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 (ค.ศ. 1479-1547) ใน ค.ศ. 1517 ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ครอบครองภาพ โมนา ลิซ่า คนแรกก็คือกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งโปรดให้นำภาพไปประดับที่ห้องสรงในพระราชวัง ฟองแตนโบล แต่เมื่อจักรพรรดินโปเลียนขึ้นครองราชย์ ภาพโมนา ลิซ่า จึงถูกย้ายมาพำนักในห้องพระบรรทม และมีชื่อเรียกอย่าง สนิทสนมว่า "มาดาม ลิซ่า" มุมมอง ทัศนะคติ และ ความคิดเห็นความรู้สึก ต่างๆ ที่มีต่อ Mona Lisa นั้นมีมากมายเหลือเกิน "จูลส์ มิเชอเลต์" ได้พรรณนาไว้ใน หนังสือประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสว่า "ภาพเขียนนี้ดึงดูดข้าพเจ้า พรํ่าเรียกข้าพเจ้า รุกรานข้าพเจ้า ซึมซาบเข้าไปในตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตรงลิ่วเข้าไปหาโดยไม่รู้สึกตัว ประดุจนกบินดิ่งเข้าไปในปากงูพิษ" นี่คือทัศ-นคติต่อ Mona Lisa ในศตวรรษที่ 16 ที่มองความงามในแบบอุดมคติ แต่มุมมองจากนักวิจารณ์ในศตวรรษที่ 19 กลับมองไปอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรแมนติคส์ที่มองว่า โมนา ลิซ่า เป็นสตรีมรณะ (Femme fatale) หรืออีกนัยหนึ่งคือสตรีผู้ยื่นความตายแก่บุรุษ สำหรับ เธโอฟิล โกติเอร์ (Theophile Gautier) โมนา ลิซ่า มิได้เป็นสาวน้อยที่มี รอยยิ้มแสนหวานงามปานกลีบกุหลาบ ตามที่วาซารีเคยพรรณนาไว้แต่จะเป็นสาววัย สามสิบที่ร่องรอยแห่งเลือดฝาด และความสดใสแห่งชีวิตเริ่มที่จะอันตรธานหายไป สีของอาภรณ์ และผ้าคลุมผมของเธอ ซึ่งหมองคลํ้าเพราะกาลเวลา ทำให้เธอดูเหมือนหญิง หม้ายที่แฝงไว้ด้วยความทุกข์โศก อันที่จริงแล้ว ลักษณะรอยยิ้มของ โมนา ลิซ่า ที่มีการตีความไปต่างๆนานานั้น สามารถ พบเห็นได้ในภาพเขียนอื่นๆของ ดาวินซี่ เองเช่น รอยยิ้มที่แฝงความอ่อนโยนและการุณย์ ของเซนต์แอนน์ หรือพระแม่มารี หรือแม้กระทั่งรูปปั้นในยุคโบราณของกรีก ในศตรวรรษที่ 19 มีผู้เห็นว่าภายใต้รอยยิ้มยากที่จะหยั่งลึกของ โมนา ลิซ่า นี้กลับแฝงไว้ด้วย ปริศนาอมตะ แห่งอิสตรี ส่วนนักจิตวิเคราะห์อย่าง ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund freud) ก็ตีความหมายว่า "ลีโอนาร์โดหลงไหลรอยยิ้มของ โมนา ลิซ่า" เพราะมันคือสิ่งที่หลับไหล ภายในจิตใจ และความทรงจำในอดีตของเขาที่ผ่านมานานแล้ว รอยยิ้มนี้ถอดแบบพิมพ์ มาจากคาเตรีนาผู้ที่เป็นมารดา สำหรับนักสุนทรียศาสตร์อย่าง วอลเทอร์ เพเทอร์ (Walter Pater) พรรณนาไว้ว่า "เธอมีอายุแกกว่าหินผาที่ห้อมล้อมเธอ ประดุจหนึ่งปีศาจดูดเลือด เธอได้ตายมาแล้วหลายคราและหยั่งรู้ความลึกลับแห่งหลุมศพ" พอมาถึงต้นศตรวรรษที่ 20 ผู้คนรุ่นใหม่ๆ เกือบที่จะไม่ได้แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และทัศนคติต่อโมนา ลิซ่า เสียแล้ว เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1911 ในเวลา เช้าตรู่ข่าวการโจรกรรมภาพ Mona Lisa ออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ปรากฎต่อมวลชน ซึ่งกว่าจะค้นพบเธอ และจับกลุมผู้โจรกรรมได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ปรากฎว่าคนที่โจร- กรรมโมนา ลิซ่าไป ก็คือคนที่ทำความสะอาดในพิพิธภัณฑ์นั่นเอง สถานที่ค้นพบ โมนา ลิซ่า นั้นก็คือเมือง ฟลอเรนซ์บ้านเกิดของเธอนั่นเอง ในปัจจุบันนี้โมนาลิซ่าได้รับการ ทะนุถนอมเป็นอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศและกันกระสุน ซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถลักพาตัวเธอได้อีกต่อไป มีสิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ ตั้งแต่การหายลึกลับของ โมนา ลิซ่าเป็นระยะเวลายาวนานในคราวนั้น มีผู้ที่ไปดูโมนา ลิซ่าบางคนบอกว่า รอยยิ้มของเธอนั้นเปลี่ยนไป โดยที่ตั้งข้อสงสัยว่า เธออาจไม่ใช่ โมนา ลิซ่า ตัวจริง เมื่อปี ค.ศ. 1974 โมนาลิซ่าถูกนำไปแสดงที่กรุง มอสโก และโตเกียว โดยเฉพาะที่ โตเกียวมีผู้คนมาเข้าแถวชมเพื่อยลโฉมเธอถึง 2 ล้านคนในช่วงเวลาแค่ 3 เดือน